Monday, September 30, 2019

ช้างเกเร


ช้างตัวหนึ่งมีนิสัยเกเร
มันเดินไปพบรังมดแดง ซึ่งหลุดจากกิ่งไม้ ตกขวางทางอยู่
จึงต้องตวาดว่า ...
"เฮ้ย ทำไมพวกเจ้าทำรังขวางทางเราอยู่
เห็นข้ามา ทำไมไม่หลบไปเสีย ตัวเจ้าโตเท่าใด?
ถ้าข้าจับฟาดเสียทั้งรัง เจ้าก็สู้ข้าไม่ได้"

มดได้ฟังก็โกรธ และคิดว่า
ถึงแม้ว่าเราตัวเล็กก็ไม่ควรมาหมิ่นประมาท
จึงร้องตอบว่า ...
"ท่านครับ พวกเราไม่คิดจะขวางทางเลย แต่รังมันขาดตกลงมา
พวกเราก็จะแบกหามไปก็ไม่ทัน
ถ้าท่านจะกรุณาเอางวง เกี่ยวรังขึ้นไปไว้บนต้นไม้
ก็จะขอบคุณมาก"

 
ช้างได้ฟังดังนั้น จึงเอาปลายงวงจับรังมดแดงขึ้น
ฝ่ายมดแดงก็กรูกันเข้าในรูงวง และกัด ช้างได้รับความเจ็บปวดมาก
ช้างจะฟาดฟันอย่างไร ๆ ก็ไม่หลุด

ช้างจึงถามว่า ...
"มดเอ๋ย เจ้ามากัดข้าทำไม"
มดจึงร้องตอบว่า
"ที่ข้ากัดเจ้า เพราะเจ้าชอบดูหมิ่นรังแกผู้อื่น
ถ้าเจ้ายังมีนิสัยอย่างนี้ ข้าก็ไม่วาง"
ช้างหมดปัญญา จึงยอม
และต่อนั้นมา มันก็ไม่รังแกใครอีกเลย
 ...



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://baby.kapook.com
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.ca/pin/779896860446074540/

Sunday, September 22, 2019

หนูบ้านกับหนูนา


         ในเช้าอันสดใสวันหนึ่ง หนูบ้านที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองอันแสนวุ่นวายได้ออกเดินทางไปเยี่ยมหนูนาที่ชนบท ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ได้กลับไปที่นั่นมานานหลายปี มันเดินรอนแรมแบบไม่พักจนตะวันตกดิน ในที่สุดก็มาถึงบ้านของหนูนา ทั้ง 2 เจอหน้ากันก็เข้ามาโผกอดทักทายอย่างดีใจ

          "พี่หนูบ้าน เป็นอย่างไรบ้าง ฉันคิดถึงพี่เหลือเกินไม่ได้พบกันตั้งหลายปี" หนูนากล่าวทักอย่างอารมณ์ดี

          "พี่สบายดีน้องหนูนา กินอิ่มอยู่สบาย อยู่ในเมืองจะทำอะไรก็สะดวกไปหมด" หนูบ้านตอบแบบภูมิใจ

          "ดีจริงที่ได้ยินอย่างนั้น... มา ๆ เข้าบ้านกันก่อนพี่ ฉันเตรียมอาหารไว้มากมาย พี่เหนื่อยมาทั้งวันคงหิวแย่" หนูนาเชิญชวนให้เข้ามาข้างในโพรงไม้ริมชายนาน่าพักผ่อนของตน

          พอเข้ามาในโพรงไม้ อาหารที่หนูนาจัดไว้อย่างดีกลับมีเพียงข้าวสาร ธัญพืชและผลไม้เพียงเล็กน้อย ไม่ได้มีอาหารน่ากินเหมือนที่หนูเมืองคิดเอาไว้

          "โธ่ หนูนาน้องพี่ นี่เธอกินอาหารพวกนี้ไปได้อย่างไรกัน วัน ๆ ไม่เคยได้กินของที่ดีกว่านี้เลยหรือไร" หนูบ้านหันมาถามหนูนาด้วยสีหน้าแสนห่วงใย

          "ฉันว่านี่ก็ดีแล้วนะพี่ อาหารแต่ละอย่างคุณภาพดี ๆ ทั้งนั้น ขนาดคนเมืองยังมารับไปขายเลย" เสียงของหนูนาตอบกลับแบบแผ่วเบา ด้วยความรู้สึกอายที่ว่าอาหารนั้นไม่ถูกใจแขกผู้มาเยือน

          "เอาอย่างนี้ เดี๋ยวเราเข้าเมืองไปเที่ยวบ้านพี่กัน รับรองว่าจะมีของกินคุณภาพดีมากมายให้เธอได้กินอย่างสุขสบาย" พอหนูนาพูดจบ ทั้ง 2 ก็กินอาหารแล้วเข้านอน เมื่อพระอาทิตย์ฉายแสงมา พวกเขาจึงออกเดินทางไปยังในเมืองทันที

          เมื่อถึงบ้านในเมืองอันแสนคับแคบแต่เต็มไปด้วยข้าวของทันสมัย หนูนาที่เพิ่งเข้ามาในเมืองครั้งแรกก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยว่าพี่หนูบ้านไม่อึดอัดหรืออย่างไร ที่ต้องอยู่แค่ในรูแสนคับแคบของชุมชนเมืองแบบนี้

          หลังจากนั่งได้สักพักหนูบ้านก็ถืออาหารละลานตามาพร้อมเสิร์ฟต้อนรับแขก มีทั้งขนมเค้ก ชีส นม เนย อาหารอย่างดีแบบที่หนูนาไม่เคยเห็นมาก่อน "โอ้โห ! พี่หนูบ้าน พี่ได้กินของดีอย่างนี้ทุกวันเลยหรือจ๊ะ" หนูนาร้องออกมาด้วยเสียงตื่นเต้น

           "ใช่แล้วน้องพี่ ก็เธออยู่ชนบทได้กินแต่ของไม่ดี อยู่ในเมืองแบบพี่นี่สิ ชีวิตที่ใคร ๆ ก็อยากมีกัน" หนูบ้านพูดจบก็มีเสียงแปลก ๆ ดังขึ้นมาทันที "เหมียว เหมียว !"
    
          "นั่นเสียงอะไรหรือพี่" หนูนาถามอย่างกังวล

          "คงเป็นเสียงดนตรีแหละมั้ง คนแถวนี้เขาชอบฟังเพลงกัน ช่างเถอะนะหนูนาน้องพี่ เรามากินอาหารกันเถอะ" หนูบ้านกับหนูนากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย แต่เสียงร้องเหมียว ๆ ก็ใกล้เข้ามาทุกที

          ทันใดนั้นเอง แมวร่างใหญ่ก็โผล่เข้ามาข้างโต๊ะอาหาร หนู 2 ตัวต่างวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงด้วยความตกใจ หนูนาวิ่งไปซ่อนตัวในถังขยะอันเหม็นเน่า นั่งตัวสั่นเทาตรงนั้นหลายชั่วโมงแล้วค่อยกล้าเดินออกมา

          "น้องหนูนา !" เสียงหนูบ้านตะโกนดังลั่นมาแต่ไกลเมื่อได้เห็นหน้าหนูนา "ไปหลบที่ไหนมา พี่นึกว่าโดนเจ้าแมวนั่นคาบไปเสียแล้ว"

          "ฉันหลบอยู่ที่ถังขยะเหม็นเน่ามา ฉันกลัวเหลือเกินพี่ อยากกลับบ้านเต็มทีแล้ว" หนูนาตอบด้วยเสียงสั่นเครือ

          "แต่ที่นี่มีของดี ๆ รอให้เธอมากินอีกมากมายเลยนะ" หนูบ้านกล่าวรั้งไว้

          "ของดีแค่ไหนฉันก็กินไม่ลงหรอกพี่ ขอตัวกลับบ้านไปกินของเท่าที่มีแต่รู้สึกสบายใจในชนบทจะดีกว่า" พูดจบหนูนาก็เดินกลับชนบท ทิ้งให้หนูบ้านอยู่อย่างหวาดหวั่นที่เขตเมืองต่อไป


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :

          สิ่งไหนที่เรามีแล้วรู้สึกสบายใจที่ได้ครอบครองย่อมนำความสุขมาสู่ชีวิตเสมอ แต่สิ่งใดที่มีแล้วหวาดหวั่นทุกครั้งนั่นคือความทุกข์ ดังนั้นเราควรพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว



Thursday, September 12, 2019

ต้นโอ๊กกับต้นอ้อ


          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กลางผืนป่าอันแสนร่มรื่นอุดมสมบูรณ์ มีต้นโอ๊กใหญ่ยืนแผ่กิ่งใบอย่างสง่างาม จนสัตว์ป่าที่ผ่านไป-มาได้อาศัยพักพิง อีกทั้งสัตว์เหล่านั้นก็ชื่นชมในความแข็งแกร่งของมัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ต้นโอ๊กรู้สึกภาคภูมิใจ นานวันเข้าจากการภูมิใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความลำพองตน คิดว่าตัวเองมีอำนาจถึงขั้นเป็นที่พึ่งพาแก่คนอื่นได้

          "เจ้าโอ๊กน้อยเอ๋ย ดูสิ ในป่าผืนนี้ไม่ว่าใครต่างก็ต้องพึ่งพาเราทั้งนั้น นกน้อยก็บินมาเกาะพัก สัตว์ป่าก็อาศัยหลับนอนที่โคนต้น ข้าภูมิใจเหลือเกิน" ต้นโอ๊กใหญ่กล่าวกับต้นโอ๊กน้อยที่ขึ้นอยู่ใกล้ ๆ

          "เพราะเราเกิดมาโชคดีกว่าใครเลยตัวใหญ่จนไม่มีผู้ใดมาทำอันตรายได้" โอ๊กน้อยตอบกลับ


          "ใช่แล้ว ในป่าแห่งนี้ ไม่มีอะไรมาทำลายเราได้แน่นอน ฮ่า ๆ" ต้นโอ๊กใหญ่กล่าวพร้อมหัวเราะอย่างทะนงตน

          ผ่านไปไม่กี่ปี พื้นที่ตรงนั้นเริ่มมีสายน้ำแผ่ขยายมา ทำให้ต้นอ้อที่ชอบขึ้นบริเวณชุ่มชื้นได้เติบโตขึ้น ต้นโอ๊กใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจึงกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงโอ้อวด

          "สวัสดีเจ้าต้นอ้อน้อย เจ้านี่ช่างตัวเล็กบอบบางเหลือเกินนะ สบายดีหรือไม่ล่ะ"

          "สวัสดีคุณต้นโอ๊กสูงใหญ่ ฉันสบายดีและสุขใจมาก ถึงจะตัวเล็กบอบบางแต่ก็ไม่เป็นอะไร" ต้นอ้อกล่าวตอบต้นโอ๊กด้วยน้ำเสียงสดใสและถ่อมตน

          "ฮ่า ๆ ๆ ๆ อย่างนั้นหรือ ทั้งรากอันแสนสั้นกับลำต้นที่เปราะบางจนปลิวไป-มาแม้ลมพัดเบา เจ้าจะมีความสุขได้อย่างไร" ต้นโอ๊กกล่าวด้วยความสงสัยพลางขำขันไปด้วย พร้อมหันมาพูดต่อ
          "ลองยืดรากลงดินแล้วยืดลำต้นให้สูงเท่าฟ้าแบบเราดูสิ ต่อให้มีอันตรายมาถึงตัวแค่ไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้หรอก ฮ่า ๆ ๆ ๆ" ต้นอ้อได้แต่รับฟังเงียบ ๆ ไม่โต้ตอบอะไรสักนิด

          อยู่มาวันหนึ่ง พายุลูกใหญ่ได้เคลื่อนผ่านป่าแห่งนี้ ทั้งลมและสายฝนพัดกระหน่ำอย่างรุนแรงแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำเอาสิ่งมีชีวิตในป่าต่างหนีหลบภัยด้วยความหวาดกลัว เหลือแค่ต้นโอ๊กใหญ่ที่เชื่อมั่นว่าพายุจะทำอะไรตนไม่ได้ "ลมพัดแค่นี้ทำอะไรเราไม่ได้หรอก ต้นเราใหญ่โตแข็งแกร่งขนาดนี้ ไม่มีทางล้มลงแน่นอน"

           ด้านต้นอ้อผู้บอบบางไม่นึกหวั่นอะไรมาก เพราะตัวมันเองก็ลู่ไปตามลมได้ตลอดเวลา ไม่คิดขัดขืนอะไร ลมแรงแค่ไหนก็ทำอันตรายต้นอ้อไม่ได้ ต้นโอ๊กใหญ่เห็นต้นอ้อเอนไปเอนมาแบบนั้นเลยหัวเราะใส่พร้อมพูดถากถาง

          "โธ่ เจ้าต้นอ้อกระจิริดเอ๋ย ยอมแพ้เสียเถิด ลมแรงขนาดนี้เจ้าคงไม่รอดหรอก มัวแต่เอนไปเอนมาเสียเวลาเปล่า" พูดไม่ทันขาดคำ ต้นโอ๊กใหญ่ก็ล้มลง รากที่ฝังอยู่ใต้ดินลึกก็โผล่มาให้เห็นด้วย ส่วนต้นอ้อก็ยังปลิวไหวไปตามลมจนกระทั่งพายุพัดผ่านไป


            อีก 2-3 วันต่อมา ชาวบ้านผ่านมาเห็นต้นโอ๊กที่ล้มลงจึงเอาเลื่อยมาตัดไม้ออกมาเพื่อเอาไว้ใช้สอยและสร้างบ้านเรือน ทิ้งไว้เพียงพื้นที่ว่างเปล่าอันเคยมีต้นโอ๊กตั้งอยู่ ด้านต้นอ้อผู้อ่อนโยนและโอนอ่อนไปกับลมก็ยังคงยืนต้นอย่างสำราญไปอีกนานแสนนาน


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
                                        

          คนที่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนและยอมโอนอ่อนผ่อนตามสถานการณ์ ย่อมผ่านพ้นเรื่องต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี กลับกันคนที่แข็งกระด้างไม่ยอมปรับตัวมักจะต้องแพ้ภัยจนไปไม่รอดเอง